NJ Digital - โรคพิษสุนัขบ้า....ใช่ว่าสุนัขเท่านั้นที่เป็นสาเหตุ

โรคพิษสุนัขบ้า....ใช่ว่าสุนัขเท่านั้นที่เป็นสาเหตุ

 

หลายคนอาจคิดว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเรื่องไกลตัว ด้วยเหตุผลว่าไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงไม่ได้ออกนอกบ้านไปไหน หรือคิดว่าโรคนี้เป็นได้เฉพาะกับสุนัขและแมว มาทำความรู้จักกับโรคพิษสุนัขบ้าให้มากขึ้นกันดีกว่า

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies) ซึ่งสามารถเกิดในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สัตว์ในตระกูลสุนัข สัตว์ในตระกูลแมว สัตว์ในตระกูลหนู จะสุนัขบ้าน สุนัขป่า แมวบ้าน แมวป่า หนูบ้าน หนูนา เป็นได้หมด นอกจากนี้ยังเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ม้า ลิง พังพอน กระรอก แรคคูน ค้างคาว ฯลฯ แถมเกิดได้ทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะหน้าร้อน

คนติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร

1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังที่มีบาดแผล

เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล นอกจากนี้ เชื้อไวรัสยังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุตา หรือปาก ได้เช่นกัน

2. หายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าอยู่เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นจำนวนมาก หรือเจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเชื้อชนิดนี้

3. มีรายงานว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อพิษสุนัขบ้าจากการเปลี่ยนถ่ายกระจกตา และการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากที่ผู้ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่แรก

โรคพิษสุนัขบ้ามีอาการอย่างไร?

อาการของผู้ป่วยพิษสุนัขบ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ

1. ระยะก่อนเข้าสู่สมอง (Prodrome)

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและชาหรือคันบริเวณรอบๆ แผลที่ถูกกัด ทั้งที่ยังไม่หายและหายสนิทแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการที่เชื้อเข้าสู่เซลล์ประสาทไขสันหลัง อาการอื่นๆที่อาจพบได้ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

2. ระยะอาการทางสมอง (Acute neurologic phase)

ผู้ป่วยจะมีอาการแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

- กลุ่มสมองอักเสบ (Encephalitis) มีอาการคล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่นๆ ได้แก่ มีไข้ สับสน เห็นภาพหลอน อยู่นิ่งไม่ได้ คลุ้มคลั่ง กล้าม เนื้อแข็งเกร็งและชัก แต่อาการที่เห็นเด่นชัดของโรคพิษสุนัขบ้าคือ น้ำลายฟูมปาก ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อของคอหอยเกิดแข็งเกร็งหดตัวผิดปกติ มีความเจ็บปวดเมื่อจะกลืนอาหารหรือน้ำ ผู้ป่วยจึงกลัวไม่อยากที่จะกลืนอาหารกลืนน้ำรวมทั้งน้ำลายตัวเอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “โรคกลัวน้ำ”

อาการอื่นๆที่อาจพบได้ ได้แก่ เหงื่อออกมากผิดปกติ ขนลุกตั้ง น้ำตาไหล ม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง อาการเหล่านี้เกิดจากเชื้อเข้าสู่เซลล์ประสาทของก้านสมอง จึงทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมโดยก้านสมองทำงานผิดปกติ

อาการทั้งหมดนี้จะเป็นๆ หายๆ

- กลุ่มกล้ามเนื้อเป็นอัมพาต (Paralytic) จะมีอาการกล้ามเนื้อทั้งตัวอ่อนแรงแบบอัมพาตแทน แต่ประสาทรับความรู้สึกยังคงปกติ

3. ระยะสุดท้าย (Coma) ผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นโคม่า เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูงมากหรือต่ำมาก หัวใจ เต้นไม่เป็นจังหวะ จนกระทั่งหยุดเต้นและเสียชีวิต โดยใช้เวลาประมาณ 10 วันนับตั้งแต่เกิดอาการแรก (พบได้ตั้งแต่ 1 - 14 วัน)

สำหรับในสัตว์อาการจะคล้ายๆ คน แต่เสียชีวิตเร็วกว่าในคน

รักษาโรคพิษสุนัขบ้าอย่างไร?

1. ล้างแผล

เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อจะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทน ถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง

ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไร ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากขึ้น

2. ให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน

เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ และพร้อมเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย

การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆ แผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

3. ให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า

เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

 

 

แนวทางการรักษาในประเทศไทย

สำหรับแนวทางในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าของแต่ละประเทศนั้นจะไม่เหมือนกัน เพราะการควบคุมการฉีดวัคซีนในสัตว์มีความเข้มงวดต่างกัน และมีความชุกชุมของสัตว์ที่เป็นโรคไม่เท่ากัน สำหรับ ประเทศไทยมีแนวทางดังนี้คือ

- ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด) หรือถูกเลียโดยที่ผิวหนัง ไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร

- ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆ บนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอก มีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที

- ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที

แต่ถ้าสัตว์ถูกเลี้ยงอย่างดีในบ้าน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี และมีเหตุจูงใจให้สัตว์กัด เช่น ทำให้มันเจ็บหรือตกใจ อาจยังไม่ต้องให้การรักษา แต่ให้กักขังดูแลสัตว์จนครบ 10 วัน ถ้าครบเงื่อนไขและสังเกตสัตว์ครบ 10 วันแล้ว สัตว์ไม่มีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ตาย ก็ไม่ต้องให้การรักษา ถ้าสัตว์มีอาการผิดปกติหรือตาย ต้องรีบฉีดสารภูมิตุ้มกันต้านทานพร้อมวัค ซีน และนำซากสัตว์ส่งแพทย์ตรวจด้วย

* ข้อมูลจาก haamor.com


 

 



Lastest News